ภาษีคอนโดปล่อยเช่า อัปเดต 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์ที่นักลงทุนต้องรู้ พร้อมวิธีลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด
-

ภาษีคอนโดปล่อยเช่า อัปเดต 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์ที่นักลงทุนต้องรู้ พร้อมวิธีลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด

ภาษีคอนโดปล่อยเช่า อัปเดต 2026: คู่มือฉบับสมบูรณ์ที่นักลงทุนต้องรู้ พร้อมวิธีลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด

10 April 2026

Share

การลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าถือเป็นหนึ่งในสุดยอดกลยุทธ์สร้าง Passive Income ที่หลายคนใฝ่ฝัน โดยเฉพาะการเลือกลงทุนในทำเลทองอย่าง คอนโดติดรถไฟฟ้า ที่มี Demand สูงตลอดปี หรือ คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย ที่มีผู้เช่าหมุนเวียนต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังผลตอบแทนที่งดงามนั้น มีเรื่อง "ภาษี" ที่นักลงทุนทุกคนต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้กำไรที่ควรจะได้รับต้องหดหายไป


เข้าใจดีว่าการวางแผนภาษีคือหัวใจสำคัญของการลงทุน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลภาษีสำหรับนักลงทุนคอนโดปล่อยเช่าฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2026 มาให้ครบจบในที่เดียว



ภาษี 3 ตัวหลัก ที่นักลงทุนคอนโดปล่อยเช่าต้องเจอ


เมื่อคุณมีรายได้จากการปล่อยเช่าคอนโด จะมีภาษีที่เกี่ยวข้องหลักๆ 3 ประเภทด้วยกัน คือ


1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax)

นี่คือภาษีตัวหลักที่คำนวณจาก "รายได้ค่าเช่า" ตลอดทั้งปีของคุณ โดยค่าเช่าคอนโดจัดเป็นเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(5) ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปีถัดไป


2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Land and Building Tax)

ภาษีนี้เจ้าของทรัพย์สิน (ผู้ให้เช่า) ทุกคนต้องจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรายปี โดยคอนโดที่ปล่อยเช่าจะถูกจัดอยู่ในหมวด "ที่อยู่อาศัยอื่น ๆ" (ไม่ใช่บ้านหลังหลัก) ซึ่งจะมีอัตราการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างจากการอยู่อาศัยเอง นักลงทุนจึงต้องเตรียมงบประมาณสำหรับส่วนนี้ไว้ด้วย


3. อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

เป็นภาษีที่ชำระครั้งเดียวเมื่อมีการทำ "สัญญาเช่า" โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1% ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญาเช่า เช่น สัญญาเช่า 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท รวมรายได้ทั้งปี 180,000 บาท จะต้องติดอากรแสตมป์มูลค่า 180 บาท



เจาะลึกวิธีคำนวณ "ภาษีเงินได้" จากการปล่อยเช่า พร้อมทางเลือกหักค่าใช้จ่าย


การคำนวณภาษีเงินได้จากการปล่อยเช่ามีขั้นตอนดังนี้:

**รายได้ค่าเช่าทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ**

**เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีขั้นบันได = ภาษีที่ต้องจ่าย**


จุดที่สำคัญที่สุดคือ "การหักค่าใช้จ่าย" ซึ่งกฎหมายให้เลือกได้ 2 วิธี คือ:


**วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 30%**

เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด ไม่ต้องเก็บหลักฐานใบเสร็จใดๆ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความยุ่งยาก หรือคอนโดที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากนัก โดยเฉพาะคอนโดใหม่ในทำเลดีอย่าง **คอนโดติดรถไฟฟ้า** ที่มักมีค่าซ่อมบำรุงน้อยในช่วงปีแรกๆ


* **ตัวอย่าง:** ค่าเช่า 20,000 บาท/เดือน -> รายได้ทั้งปี 240,000 บาท

* หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% = 240,000 x 30% = 72,000 บาท

* เหลือเงินได้ก่อนหักค่าลดหย่อน = 168,000 บาท


**วิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่ายตามจริง**

วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 30% และสามารถเก็บรวบรวมใบเสร็จหลักฐานได้อย่างครบถ้วน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักได้ ได้แก่:

* ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อคอนโด (เฉพาะส่วนที่ใช้ซื้อทรัพย์สินนี้)

* ค่าส่วนกลาง

* ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม (เช่น ทาสีใหม่, ซ่อมแอร์)

* ค่าเบี้ยประกันวินาศภัยของคอนโด

* ค่านายหน้า (Commission Fee)

* ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


การเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะมีประโยชน์มาก หากคุณลงทุนใน **คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย** ที่อาจต้องมีการซ่อมแซมบ่อยครั้งหลังจบสัญญาเช่า หรือคอนโดเก่าที่ต้องมีการรีโนเวท


---


เคล็ดลับลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด สำหรับนักลงทุนคอนโด


1. **เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม:** ลองคำนวณและเปรียบเทียบดูว่าระหว่าง "หักเหมา" กับ "หักตามจริง" วิธีไหนช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้มากกว่ากันในปีนั้นๆ

2. **เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน:** หากเลือกหักตามจริง ต้องมีวินัยในการเก็บใบเสร็จและเอกสารทุกอย่าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยื่นต่อกรมสรรพากร

3. **ใช้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนตัวเต็มที่:** อย่าลืมนำค่าลดหย่อนพื้นฐานมาใช้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ, เงินบริจาค, กองทุน SSF/RMF เพื่อทำให้เงินได้สุทธิเหลือน้อยที่สุด

4. **วางแผนในระยะยาว:** หากคุณมีคอนโดปล่อยเช่าหลายยูนิต การจดทะเบียนเป็น "นิติบุคคล" อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าในระยะยาว เนื่องจากภาษีเงินได้นิติบุคคลมีอัตราคงที่ (ปัจจุบันอยู่ที่ 20%) ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด (35%)


สนใจลงทุนคอนโดในทำเลศักยภาพ หรือต้องการคำปรึกษาด้านการปล่อยเช่า? ติดต่อเราได้ทันที



การลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าถือเป็นหนึ่งในสุดยอดกลยุทธ์สร้าง Passive Income ที่หลายคนใฝ่ฝัน โดยเฉพาะการเลือกลงทุนในทำเลทองอย่าง คอนโดติดรถไฟฟ้า ที่มี Demand สูงตลอดปี หรือ คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย ที่มีผู้เช่าหมุนเวียนต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังผลตอบแทนที่งดงามนั้น มีเรื่อง "ภาษี" ที่นักลงทุนทุกคนต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้กำไรที่ควรจะได้รับต้องหดหายไป


เข้าใจดีว่าการวางแผนภาษีคือหัวใจสำคัญของการลงทุน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลภาษีสำหรับนักลงทุนคอนโดปล่อยเช่าฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2026 มาให้ครบจบในที่เดียว



ภาษี 3 ตัวหลัก ที่นักลงทุนคอนโดปล่อยเช่าต้องเจอ


เมื่อคุณมีรายได้จากการปล่อยเช่าคอนโด จะมีภาษีที่เกี่ยวข้องหลักๆ 3 ประเภทด้วยกัน คือ


1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax)

นี่คือภาษีตัวหลักที่คำนวณจาก "รายได้ค่าเช่า" ตลอดทั้งปีของคุณ โดยค่าเช่าคอนโดจัดเป็นเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(5) ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปีถัดไป


2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Land and Building Tax)

ภาษีนี้เจ้าของทรัพย์สิน (ผู้ให้เช่า) ทุกคนต้องจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรายปี โดยคอนโดที่ปล่อยเช่าจะถูกจัดอยู่ในหมวด "ที่อยู่อาศัยอื่น ๆ" (ไม่ใช่บ้านหลังหลัก) ซึ่งจะมีอัตราการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างจากการอยู่อาศัยเอง นักลงทุนจึงต้องเตรียมงบประมาณสำหรับส่วนนี้ไว้ด้วย


3. อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

เป็นภาษีที่ชำระครั้งเดียวเมื่อมีการทำ "สัญญาเช่า" โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1% ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญาเช่า เช่น สัญญาเช่า 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท รวมรายได้ทั้งปี 180,000 บาท จะต้องติดอากรแสตมป์มูลค่า 180 บาท



เจาะลึกวิธีคำนวณ "ภาษีเงินได้" จากการปล่อยเช่า พร้อมทางเลือกหักค่าใช้จ่าย


การคำนวณภาษีเงินได้จากการปล่อยเช่ามีขั้นตอนดังนี้:

**รายได้ค่าเช่าทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ**

**เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีขั้นบันได = ภาษีที่ต้องจ่าย**


จุดที่สำคัญที่สุดคือ "การหักค่าใช้จ่าย" ซึ่งกฎหมายให้เลือกได้ 2 วิธี คือ:


**วิธีที่ 1: หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 30%**

เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด ไม่ต้องเก็บหลักฐานใบเสร็จใดๆ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความยุ่งยาก หรือคอนโดที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมากนัก โดยเฉพาะคอนโดใหม่ในทำเลดีอย่าง **คอนโดติดรถไฟฟ้า** ที่มักมีค่าซ่อมบำรุงน้อยในช่วงปีแรกๆ


* **ตัวอย่าง:** ค่าเช่า 20,000 บาท/เดือน -> รายได้ทั้งปี 240,000 บาท

* หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% = 240,000 x 30% = 72,000 บาท

* เหลือเงินได้ก่อนหักค่าลดหย่อน = 168,000 บาท


**วิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่ายตามจริง**

วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 30% และสามารถเก็บรวบรวมใบเสร็จหลักฐานได้อย่างครบถ้วน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักได้ ได้แก่:

* ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อคอนโด (เฉพาะส่วนที่ใช้ซื้อทรัพย์สินนี้)

* ค่าส่วนกลาง

* ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม (เช่น ทาสีใหม่, ซ่อมแอร์)

* ค่าเบี้ยประกันวินาศภัยของคอนโด

* ค่านายหน้า (Commission Fee)

* ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


การเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะมีประโยชน์มาก หากคุณลงทุนใน **คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย** ที่อาจต้องมีการซ่อมแซมบ่อยครั้งหลังจบสัญญาเช่า หรือคอนโดเก่าที่ต้องมีการรีโนเวท


---


เคล็ดลับลดหย่อนภาษีอย่างชาญฉลาด สำหรับนักลงทุนคอนโด


1. **เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม:** ลองคำนวณและเปรียบเทียบดูว่าระหว่าง "หักเหมา" กับ "หักตามจริง" วิธีไหนช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้มากกว่ากันในปีนั้นๆ

2. **เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน:** หากเลือกหักตามจริง ต้องมีวินัยในการเก็บใบเสร็จและเอกสารทุกอย่าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยื่นต่อกรมสรรพากร

3. **ใช้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนตัวเต็มที่:** อย่าลืมนำค่าลดหย่อนพื้นฐานมาใช้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, เบี้ยประกันชีวิต/สุขภาพ, เงินบริจาค, กองทุน SSF/RMF เพื่อทำให้เงินได้สุทธิเหลือน้อยที่สุด

4. **วางแผนในระยะยาว:** หากคุณมีคอนโดปล่อยเช่าหลายยูนิต การจดทะเบียนเป็น "นิติบุคคล" อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าในระยะยาว เนื่องจากภาษีเงินได้นิติบุคคลมีอัตราคงที่ (ปัจจุบันอยู่ที่ 20%) ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด (35%)


สนใจลงทุนคอนโดในทำเลศักยภาพ หรือต้องการคำปรึกษาด้านการปล่อยเช่า? ติดต่อเราได้ทันที



We use cookies to give you the best online experience. By using our website you agree to our use of cookies in accordance with our privacy policy.
SHOW MORE