- HOME หน้าหลัก
- URBAN LIFEข่าวสารอสังหาริมทรัพย์
- รู้เท่าทันความเครียด เครียดสะสม ต้องเครียดแค่ไหน? ถึงควรไปหาหมอ
รู้เท่าทันความเครียด เครียดสะสม ต้องเครียดแค่ไหน? ถึงควรไปหาหมอ
รู้เท่าทันความเครียด เครียดสะสม ต้องเครียดแค่ไหน? ถึงควรไปหาหมอ
16 October 2025
Share
“ความเครียด” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะมาจากงาน การเรียน การเงิน หรือความสัมพันธ์ หากอยู่ในระดับพอดี ความเครียดสามารถเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเอง แต่หากมากเกินไปหรือต่อเนื่อง ร่างกายและจิตใจจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่เราไม่ควรมองข้าม
ความเครียดคืออะไร?
ความเครียด (Stress) คือปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจเมื่อเจอสถานการณ์กดดัน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึงตัว ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในการเอาตัวรอด แต่ถ้าความเครียดสะสมโดยไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ
ผลกระทบของความเครียด
ด้านร่างกาย
• นอนไม่หลับ: หลับยาก ตื่นกลางดึก หรือหลับไม่สนิท มากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
• ปวดศีรษะหรือเกร็งกล้ามเนื้อ: ปวดหัวเรื้อรัง หรือปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ มากกว่า 10 วันต่อเดือน เป็นระยะ 3 เดือนขึ้นไป
• ระบบย่อยอาหารผิดปกติ เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก
• ภูมิคุ้มกันลดลง ป่วยง่าย
• ความดันโลหิตสูง
ด้านจิตใจและอารมณ์
• อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่าย รู้สึกเศร้าหรือวิตกกังวลบ่อย มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อ 2 สัปดาห์ขึ้นไป
• ขาดสมาธิ วิตกกังวล คิดมาก
• หมดแรงบันดาลใจ ไม่อยากเข้าสังคม
วิธีสังเกตตัวเอง และการประเมินความเครียด
• ถามใจตัวเองบ่อย ๆ ว่าตอนนี้รู้สึกเหนื่อยเกินไปหรือไม่
• สังเกตอาการทางกายและอารมณ์ ตามตารางด้านบน
• ทำแบบประเมินความเครียดออนไลน์ ผ่าน DMIND ของกรมสุขภาพจิต
ต้องเครียดแค่ไหน ถึงควรไปหาหมอ?
หลายคนอาจคิดว่าการไปพบแพทย์ด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นสัญญาณว่า “ตัวเองจัดการไม่ได้” แต่จริง ๆ แล้ว การขอคำปรึกษาจากแพทย์ไม่ใช่การยอมแพ้ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเหมือนการไปหาหมอเพื่อดูแลร่างกายเมื่อเราป่วย การขอคำปรึกษาช่วยให้เราเข้าใจต้นเหตุของความเครียดและจัดการได้ตรงจุด
หากความเครียดเริ่ม รบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานไม่ได้ ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับต่อเนื่อง รู้สึกเศร้า หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง การได้รับการประเมินและดูแลจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้เราฟื้นฟูสุขภาพใจได้เร็วขึ้น สามารถจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสม และกลับมามีพลังในการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
ช่องทางขอความช่วยเหลือ

• สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (บริการฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง)
• DMIND (กรมสุขภาพจิต) : dmind.dmh.go.th — แบบประเมินและข้อมูลสุขภาพจิต
• Mental Health Check in: https://checkin.dmh.go.th/ประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตัวเอง
• เพจ Facebook กรมสุขภาพจิต — แหล่งข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมด้านสุขภาพใจ
ความเครียดเป็นเรื่องปกติ แต่หากสะสมเกินพอดี การสังเกตตัวเอง ใช้เครื่องมือประเมิน และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญคือวิธีชาญฉลาดในการดูแลสุขภาพใจ ตั้งแต่ต้นเหตุ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่สมดุลและมีคุณภาพ
“ความเครียด” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะมาจากงาน การเรียน การเงิน หรือความสัมพันธ์ หากอยู่ในระดับพอดี ความเครียดสามารถเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเอง แต่หากมากเกินไปหรือต่อเนื่อง ร่างกายและจิตใจจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่เราไม่ควรมองข้าม
ความเครียดคืออะไร?
ความเครียด (Stress) คือปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจเมื่อเจอสถานการณ์กดดัน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึงตัว ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในการเอาตัวรอด แต่ถ้าความเครียดสะสมโดยไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ
ผลกระทบของความเครียด
ด้านร่างกาย
• นอนไม่หลับ: หลับยาก ตื่นกลางดึก หรือหลับไม่สนิท มากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
• ปวดศีรษะหรือเกร็งกล้ามเนื้อ: ปวดหัวเรื้อรัง หรือปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ มากกว่า 10 วันต่อเดือน เป็นระยะ 3 เดือนขึ้นไป
• ระบบย่อยอาหารผิดปกติ เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก
• ภูมิคุ้มกันลดลง ป่วยง่าย
• ความดันโลหิตสูง
ด้านจิตใจและอารมณ์
• อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่าย รู้สึกเศร้าหรือวิตกกังวลบ่อย มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อ 2 สัปดาห์ขึ้นไป
• ขาดสมาธิ วิตกกังวล คิดมาก
• หมดแรงบันดาลใจ ไม่อยากเข้าสังคม
วิธีสังเกตตัวเอง และการประเมินความเครียด
• ถามใจตัวเองบ่อย ๆ ว่าตอนนี้รู้สึกเหนื่อยเกินไปหรือไม่
• สังเกตอาการทางกายและอารมณ์ ตามตารางด้านบน
• ทำแบบประเมินความเครียดออนไลน์ ผ่าน DMIND ของกรมสุขภาพจิต
ต้องเครียดแค่ไหน ถึงควรไปหาหมอ?
หลายคนอาจคิดว่าการไปพบแพทย์ด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นสัญญาณว่า “ตัวเองจัดการไม่ได้” แต่จริง ๆ แล้ว การขอคำปรึกษาจากแพทย์ไม่ใช่การยอมแพ้ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเหมือนการไปหาหมอเพื่อดูแลร่างกายเมื่อเราป่วย การขอคำปรึกษาช่วยให้เราเข้าใจต้นเหตุของความเครียดและจัดการได้ตรงจุด
หากความเครียดเริ่ม รบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานไม่ได้ ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับต่อเนื่อง รู้สึกเศร้า หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง การได้รับการประเมินและดูแลจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้เราฟื้นฟูสุขภาพใจได้เร็วขึ้น สามารถจัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสม และกลับมามีพลังในการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
ช่องทางขอความช่วยเหลือ

• สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (บริการฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง)
• DMIND (กรมสุขภาพจิต) : dmind.dmh.go.th — แบบประเมินและข้อมูลสุขภาพจิต
• Mental Health Check in: https://checkin.dmh.go.th/ประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตัวเอง
• เพจ Facebook กรมสุขภาพจิต — แหล่งข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมด้านสุขภาพใจ
ความเครียดเป็นเรื่องปกติ แต่หากสะสมเกินพอดี การสังเกตตัวเอง ใช้เครื่องมือประเมิน และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญคือวิธีชาญฉลาดในการดูแลสุขภาพใจ ตั้งแต่ต้นเหตุ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตที่สมดุลและมีคุณภาพ
